เลือกปริ้นเตอร์ตู้ถ่ายรูปยังไง ดูอะไรก่อนซื้อ
· ทีม Kasha

ปริ้นเตอร์เป็นอุปกรณ์ชิ้นที่ลูกค้าเห็นผลงานชัดที่สุด รูปที่ถือกลับบ้านคือสิ่งที่เขาจะจำร้านคุณได้ และเป็นชิ้นที่มีผลกับต้นทุนต่อรอบมากที่สุดด้วย บทความนี้ไม่ใช่รายชื่อรุ่นที่แนะนำ แต่เป็นวิธีดูปริ้นเตอร์ทีละเรื่อง เพื่อให้คุณเทียบรุ่นที่เล็งไว้เองได้ และรู้ว่าต้องถามร้านขายอะไรบ้างก่อนจ่ายเงิน
ปริ้นเตอร์ตู้ถ่ายรูปต่างจากปริ้นเตอร์ทั่วไปยังไง
ปริ้นเตอร์ในบ้านหรือออฟฟิศถูกออกแบบมาให้พิมพ์นาน ๆ ครั้ง แต่ปริ้นเตอร์ในตู้ถ่ายรูปต้องพิมพ์ต่อเนื่องทั้งวัน ลูกค้ายืนรอรูปอยู่หน้าตู้ และไม่มีพนักงานคอยเติมกระดาษตลอดเวลา สิ่งที่ต้องการจึงต่างกัน
- พิมพ์เร็ว เพื่อไม่ให้ลูกค้ารอนาน
- ใส่วัสดุได้ครั้งละมาก ๆ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
- ต้นทุนต่อแผ่นคาดเดาได้ คิดราคาขายได้ง่าย
- รูปแห้งทันทีที่ออกจากเครื่อง ลูกค้าหยิบได้เลยโดยไม่เลอะ
ปริ้นเตอร์ dye-sub กับอิงค์เจ็ท เลือกแบบไหนดี
ปริ้นเตอร์แบบ dye-sub (dye-sublimation หรือระบบความร้อน) ใช้ความร้อนถ่ายสีจากริบบอนลงบนกระดาษ ส่วนปริ้นเตอร์แบบ อิงค์เจ็ท พ่นหมึกลงบนกระดาษ ทั้งสองแบบมีจุดที่ต้องเช็กต่างกัน แทนที่จะเชื่อคำบอกต่อ ให้ถามคำถามเหล่านี้กับร้านขายของรุ่นที่คุณเล็งไว้
- รูปแห้งพร้อมหยิบทันทีที่ออกจากเครื่องไหม หรือต้องรอ
- มีชั้นเคลือบผิวรูปไหม ช่วยกันรอยนิ้วมือและน้ำได้แค่ไหน
- วัสดุหนึ่งชุดพิมพ์ได้จำนวนแน่นอนไหม หรือขึ้นกับภาพที่พิมพ์
- ถ้าเครื่องไม่ได้ใช้หลายวัน ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษไหม
กับปริ้นเตอร์ที่ใช้ตลับหมึกแยกสี ให้ถามเพิ่มว่าต้นทุนต่อแผ่นคิดยังไง ในเมื่อหมึกแต่ละสีอาจหมดไม่พร้อมกัน ส่วนปริ้นเตอร์ที่ขายวัสดุเป็นชุดกระดาษคู่กับริบบอน ให้ถามว่าหนึ่งชุดพิมพ์ได้กี่แผ่น ซึ่งจะช่วยให้คิดต้นทุนต่อแผ่นได้ตรงขึ้น
ถ้าตู้ของคุณตั้งให้ลูกค้าใช้เองโดยไม่มีคนเฝ้า ให้ให้น้ำหนักกับคำตอบเรื่องรูปแห้งเร็วและการดูแลเครื่องเป็นพิเศษ และไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ให้ลองขอดูรูปตัวอย่างจากเครื่องจริงก่อนซื้อ
ขนาดรูป 4×6 กับแถบ 2×6 เลือกยังไง
ขนาดที่เห็นบ่อยในร้านตู้ถ่ายรูปมีสองแบบ
- 4×6 นิ้ว รูปขนาดโปสการ์ด ใส่ได้ทั้งรูปเดี่ยวและคอลลาจหลายช่อง
- แถบ 2×6 นิ้ว รูปเรียงต่อกันเป็นแถบยาว เป็นสไตล์ที่คนนึกถึงเวลาพูดถึงตู้ถ่ายรูป
ปริ้นเตอร์ dye-sub บางรุ่นพิมพ์แถบ 2×6 โดยพิมพ์ลงบนกระดาษ 4×6 แล้วตัดแบ่งเป็นสองแถบในเครื่อง ตัวอย่างเช่น DNP ระบุว่าปริ้นเตอร์ DS-RX1HS มีขนาด 2×6 เป็นหนึ่งในขนาดที่พิมพ์ได้ ข้อดีของการตัดในเครื่องคือ กระดาษหนึ่งแผ่นได้รูปสองแถบ ลูกค้ามาเป็นคู่ก็ได้คนละแถบ และต้นทุนต่อแถบเหลือครึ่งเดียวของต้นทุนต่อแผ่น
ถ้าอยากขายทั้งสองขนาด ให้ถามร้านขายตรง ๆ ว่ารุ่นนั้นตัดแถบในเครื่องได้ไหม ต้องใช้กระดาษหรือการตั้งค่าแบบพิเศษหรือเปล่า และถ้าสลับขนาดไปมาในวันเดียวกันต้องเปลี่ยนม้วนไหม
ต้นทุนต่อแผ่นคิดยังไง
สูตรง่ายมาก
ต้นทุนต่อแผ่น = ราคาชุดกระดาษกับริบบอน (หรือหมึก) ÷ จำนวนแผ่นที่พิมพ์ได้จากชุดนั้น
ตัวหารคือจุดที่ต้องเช็กให้ดี เพราะแต่ละรุ่นต่างกันมาก ตัวอย่างจากเอกสารของผู้ผลิตและร้านค้า
- DNP ระบุว่ากระดาษ 4×6 ม้วนเดียวของ DS-RX1HS พิมพ์ได้สูงสุด 700 แผ่น
- ชุดหมึกและกระดาษ Canon KP-108IN สำหรับปริ้นเตอร์ SELPHY พิมพ์ได้สูงสุด 108 แผ่นขนาด 4×6
สองรุ่นนี้เป็นแค่ตัวอย่างวิธีอ่านสเปกจากเอกสารผู้ผลิต ไม่ใช่รายชื่อรุ่นที่เรารองรับ ถ้าสนใจรุ่นไหน ส่งชื่อรุ่นมาให้เราประเมินก่อน
สองตัวอย่างนี้ห่างกันหลายเท่า ไม่ได้แปลว่าแบบไหนดีกว่า ปริ้นเตอร์ขนาดเล็กลงทุนน้อยกว่า แต่ต้องเปลี่ยนวัสดุบ่อย ส่วนปริ้นเตอร์ม้วนใหญ่ราคาเครื่องสูงกว่า แต่เปลี่ยนวัสดุไม่บ่อย ราคาวัสดุในไทยเปลี่ยนตามร้านและช่วงเวลา ให้ขอราคาปัจจุบันจากร้านที่คุณจะซื้อจริง แล้วใส่ลงในสูตรเอง
อย่าลืมว่าบางรุ่นต้องซื้อกระดาษกับริบบอนเป็นคู่ และบางรุ่นใช้ได้กับวัสดุของรุ่นตัวเองเท่านั้น ก่อนซื้อให้ถามว่าวัสดุหาซื้อในไทยได้จากกี่ร้าน และถ้าร้านหนึ่งของขาด จะหาจากที่อื่นได้ไหม
จำนวนรูปต่อม้วนสำคัญยังไง
จำนวนแผ่นต่อม้วนไม่ได้มีผลแค่กับต้นทุน แต่มีผลกับงานประจำวันด้วย ถ้าตู้ตั้งอยู่ในห้างที่คุณไม่ได้ไปทุกวัน ม้วนที่พิมพ์ได้น้อยอาจหมดกลางวันเสาร์ที่คนเยอะที่สุด ลองคิดจากจำนวนรอบที่คาดว่าจะขายต่อวัน คูณจำนวนแผ่นต่อรอบ แล้วดูว่าวัสดุหนึ่งชุดอยู่ได้กี่วัน ตัวเลขนี้จะบอกว่าคุณต้องไปเติมกระดาษบ่อยแค่ไหน และควรมีวัสดุสำรองเก็บไว้เท่าไหร่
ความเร็วในการพิมพ์
ลูกค้ารอรูปอยู่หน้าตู้ ถ้าพิมพ์ช้า คิวถัดไปก็ต้องรอนานขึ้น ผู้ผลิตบางรายบอกความเร็วเป็นวินาทีต่อแผ่น เช่น DNP ระบุว่า DS-RX1HS พิมพ์ 4×6 ได้ในราว 12.4 วินาทีในโหมดความเร็วสูง เวลาเทียบหลายรุ่น ให้ดูว่าเป็นตัวเลขของขนาดเดียวกันและโหมดเดียวกันหรือเปล่า และถ้าเป็นไปได้ ให้ลองจับเวลาเองตั้งแต่กดพิมพ์จนรูปตกลงมา
ไดรเวอร์และระบบปฏิบัติการ ต้องถามอะไร
เรื่องนี้ไม่ค่อยอยู่ในใบโฆษณา แต่สำคัญมากสำหรับตู้ถ่ายรูป เพราะโปรแกรมตู้ต้องสั่งพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในตู้ คำถามที่ควรถามร้านขายหรือผู้ผลิตมีประมาณนี้
- มีไดรเวอร์สำหรับระบบปฏิบัติการที่คอมพิวเตอร์ในตู้ใช้ไหม ทั้ง Windows และ Linux
- ไดรเวอร์ยังได้รับการอัปเดตอยู่ไหม
- ตั้งค่าตัดแถบ 2×6 ผ่านไดรเวอร์ได้ไหม
- ถ้ากระดาษหมดหรือติด เครื่องแจ้งสถานะกลับมาที่คอมพิวเตอร์ได้ไหม
คำตอบของคำถามเหล่านี้มีผลกับการตั้งค่าโปรแกรมให้เข้ากับเครื่อง ถ้ายังไม่แน่ใจ ส่งชื่อรุ่นมาให้เราดูก่อนได้ เราจะบอกว่ารุ่นนั้นเคยทำแล้วหรือต้องทำใหม่
อะไหล่ ประกัน และศูนย์บริการ
ปริ้นเตอร์ในตู้ทำงานหนักกว่าปริ้นเตอร์ทั่วไป วันหนึ่งอาจต้องซ่อม ก่อนซื้อให้ถามว่ามีตัวแทนในไทยไหม ประกันกี่ปี ถ้าส่งซ่อมต้องรอนานเท่าไหร่ และมีเครื่องสำรองให้ยืมระหว่างซ่อมไหม ถ้าร้านของคุณมีตู้เดียว วันที่ปริ้นเตอร์เสียคือวันที่ขายไม่ได้
เช็กลิสต์ก่อนซื้อปริ้นเตอร์ตู้ถ่ายรูป
- เป็นแบบ dye-sub หรืออิงค์เจ็ท
- พิมพ์ขนาดไหนได้บ้าง ตัดแถบ 2×6 ในเครื่องได้ไหม
- วัสดุหนึ่งชุดพิมพ์ได้กี่แผ่น ราคาเท่าไหร่ ต้นทุนต่อแผ่นเท่าไหร่
- พิมพ์หนึ่งแผ่นใช้เวลากี่วินาที
- มีไดรเวอร์สำหรับระบบปฏิบัติการที่คุณจะใช้ไหม
- มีตัวแทนและศูนย์ซ่อมในไทยไหม วัสดุหาซื้อง่ายไหม
ได้คำตอบครบแล้ว ส่งรุ่นมาให้เราประเมินทาง LINE เราจะดูว่ารุ่นนั้นต้องตั้งค่าโปรแกรมแบบไหน และอยู่ในค่าติดตั้งแบบรุ่นที่เคยทำแล้วหรือรุ่นใหม่
ส่งรุ่นมาให้เราประเมินทาง LINE
ส่งรุ่นทาง LINE